คิดมากไปป่าว!!!
posted on 26 Sep 2006 09:46 by greentale in MillionHeadStoriesทำไมถึงต้องคิดมากด้วย คิดน้อยๆ ชีวิตน่าจะมีความสุขมากกว่า ผมเห็นด้วยจริงๆ เลยครับ ยิ่งคิดน้อยลงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ลองดูคนบ้าสิ ท่าทางเขามีความสุขออก ทำอะไรได้โดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องสนใจใครและไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
แย่หน่อย ที่ผมยังไม่บ้า ผมเลยยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสุขแบบนั้น จะทำอะไรทีเลยยังต้องคิด ยังต้องสนใจคนอื่น และยังต้องรับผิดชอบผลจากการกระทำของตัวเอง ผลก็เลยออกมาอย่างที่เป็นอยู่ คือยิ่งสนใจคนอื่นๆ มากเท่าไหร่ ก่อนจะทำอะไรทีก็ยิ่งต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้นเท่านั้น จนกลายเป็นว่าหลายครั้งผมไม่กล้าลงมือทำอะไร เพราะคิดยังไงมันก็อาจส่งผลร้ายต่อคนอื่นมากกว่าดี ถึงผมจะอยากทำสิ่งนั้นมากก็ตาม แต่ผมก็ไม่พร้อมจะรับผิดชอบผลที่อาจเกิดตามมาอยู่ดี
ผมเลยคิดว่า ถ้ามันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคิด ก็คิดให้มันถูกเรื่องน่าจะดีกว่า เรื่องไหนที่ทำแล้วมีผลกระทบต่อคนอื่นน้อย หรือมีผลต่อตัวเองคนเดียว (ซึ่งไม่น่ามี) ก็ไม่ต้องคิดมาก อยากทำอะไรก็ทำไป ส่วนเรื่องที่คาดว่ามีผลต่อคนอื่นมาก ก็ต้องคิดถึงคนอื่นให้มากตามไปด้วย อยากทำอะไรก็คิดให้รอบคอบก่อน ถ้ามันไม่ดีกับคนอื่น หรือไม่เกิดประโยชน์กับใครก็อาจไม่ทำ
แน่นอนว่าเราไม่สามารถคิดได้รอบคอบเบ็ดเสร็จทุกเรื่อง เราจึงไม่สามารถทำให้ถูกต้องได้ตลอดเวลา แต่การอ้างแบบนั้นแล้วไม่คิดเลยเพราะคิดไปก็อาจทำผิดอยู่ดีนั้นฟังดูไม่รับผิดชอบ และไม่เคารพต่อตัวเอง(ที่สามารถคิดได้)และคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ
ผมเขียนเรื่องนี้หลังกลับจากการพบปะพูดคุยประจำสัปดาห์กับพี่ๆ น้องๆ ที่ร้านหนังสือ พร้อมกับคำถามคาใจว่า ตัวผมเองนั้นคิดมากเกินไป ทำให้คนอื่นเขาพลอยลำบากคิดมากตามไปด้วย จนรู้สึกอึดอัดกันไปหมดหรือเปล่า ผมตอบคำถามตัวเองได้ตามที่เขียนไว้ข้างหน้า ถ้าการคิดมากของผมทำให้คนอื่นไม่มีความสุข ทำอะไรก็ไม่สนุกไปหมด ผมก็ไม่จำเป็นและไม่ควรคิด เพราะผลจากการคิดของผมนั้นมีเพียงอย่างเดียว คือขัดขวางไม่ให้เขาทำอะไรได้สะดวกสบายอย่างที่เคย ทั้งที่มันเป็นความรับผิดชอบของเขาทั้งหมด(ซึ่งเขาอาจจะรับผิดชอบหรือไม่รับผิดชอบก็ได้) ไม่ว่าอะไรจะเกิด(หรือไม่เกิด)ขึ้นที่นั่น
...........................................................
เดี๋ยวจะหาว่าเล่าแล้วก็ไม่ยอมเล่าให้หมด เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อลูกพี่ใหญ่บอกกับน้องๆ ว่าทางร้านจะจัดงานใหญ่ช่วงปลายปี เป็นงานที่จัดต่อเนื่องมากจากปีที่แล้ว ให้น้องๆ ช่วยกันคิดว่าปีนี้จะจัดอย่างไร ผมก็ย้อนถามไปว่า ทำไมลูกพี่ไม่ถามก่อน ว่าน้องๆ ทุกคนสมัครใจจะร่วมจัดงานนี้ด้วยหรือเปล่า เพราะมันไม่ใช่งานที่ร้านจัดขึ้นเอง แต่เป็นงานที่ร้านรับอาสาหรือรับมอบหมายเขามาจัด ซึ่งถ้าทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นมีฐานะเป็นพนักงานบริษัทหรือเป็นข้าราชการในสังกัดหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ก็คงไม่ต้องถามหาความสมัครใจ เพราะต้องทำตามคำสั่งเจ้านายอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้นั่งอยู่ที่นั่นกันด้วยสถานะแบบนั้น งานนี้ผมจึงเห็นว่าการมีส่วนร่วมของทุกคนควรเป็นไปด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เพราะเกรงใจกัน และถึงจะมองตาแล้วรู้ใจ ยังไงก็ควรจะถามก่อน
คำถามถัดมาก็คือ การรับงานที่ว่านี้มาจัดนั้นมีวัตถุประสงค์อย่างไร ที่จริงผมคิดว่าคำถามนี้เป็นคำถามแรกที่คนรับงานมาควรจะตอบตัวเองให้ได้ก่อนด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ไปรับงานเขามา และสำหรับคนอื่นๆ ที่จะเข้าร่วม เอาให้มันฟังดูดีหน่อยก็เช่น เพื่อใช้เป็นโอกาสในการฝึกฝนประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม หรือเพื่อหารายได้พิเศษให้กับทุกๆ คน(อันนี้ฟังดูไม่ดีเท่าไหร่) อะไรทำนองนั้น
เมื่อทุกคนเห็นดีเห็นงามและเห็นด้วยกับวัตถุประสงค์ที่ว่าและยินดีที่จะให้ความร่วมมือ แล้วค่อยมาคุยกันต่อถึงเรื่องอื่นๆ เช่น แนวคิดในการจัดงาน รูปแบบของงาน สถานที่จัด วันเวลาและกิจกรรมต่างๆ ไปจนถึงการแบ่งงานกันตามความสนใจหรือความถนัด ซึ่งจะเป็นข้อตกลงของทีมงานและเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันคิด ส่วนเรื่องก่อนหน้านี้ผมคิดว่าเป็นความรับผิดชอบของคนที่รับงานมาเสนอ จะต้องคิด เพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำและชักชวนให้คนอื่นทำด้วย แทนที่จะเอางานมาโยนใส่กลางวง แล้วบอกว่าไปรับงานเขามาแล้วแต่ยังคิดอะไรไม่ออกเลย
ผมอาจไร้ความรู้สึกมากไปหน่อยสำหรับเรื่องละเอียดอ่อนเหล่านี้ แต่ผมคิดว่างานอะไรที่มันเริ่มต้นด้วยความเกรงใจกัน มันก็จะเกรงใจกันไปตลอด ซึ่งการทำอะไรไปด้วยความเกรงใจโดยที่อาจจะไม่อยากทำนั้น มีแต่จะทำให้อึดอัด และเสี่ยงต่อการสูญหายของคนที่ทนความขัดแย้งในใจตัวเองไม่ไหว(คือไม่อยากทำแต่เกรงใจ) ความเกรงใจจึงควรเป็นเพียงส่วนประกอบที่สำคัญแต่ไม่ใช่เหตุผลหลักของการทำงานร่วมกัน
งานนี้ผมเลยขออนุญาตไม่เกรงใจ และว่ากันตรงไปตรงมาแบบนี้ละครับ
......................................................
#1 By yatiko on 2006-09-28 11:28